เงินเดือนขึ้น แต่ทำไมยังจนเหมือนเดิม? รู้จัก “Lifestyle Inflation” ตัวร้ายของมนุษย์เงินเดือน

​​เงินเดือนขึ้นทุกปี แต่ทำไมไม่มีเงินเก็บ? ทำความรู้จัก Lifestyle Inflation สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนรู้สึกจนตลอดชีวิต แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นทุกปี!

Lifestyle Inflation คือ
Lifestyle Inflation

เคยไหม? เงินเดือนขึ้นทุกปี แต่ชีวิตยังต้องรอเงินเดือนรอบถัดไปเหมือนเดิม เมื่อก่อนเงินเดือน 15,000 บาท ก็ตั้งใจทำงานเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น คิดว่าวันหนึ่งถ้าเงินเดือนแตะ 20,000 บาท หรือ 30,000 บาท ชีวิตน่าจะสบายขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเหมือนเดิม

แต่พอวันนั้นมาถึงจริง ๆ หลายคนกลับพบว่าชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่คิด เงินเดือนเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เงินในบัญชีกลับไม่ได้เพิ่มตาม บางคนยังต้องหมุนเงินก่อนสิ้นเดือน หรือรอเงินเดือนรอบใหม่เหมือนเดิม

หากเรากำลังเจอสถานการณ์แบบนี้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้ หรือการบริหารเงินเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเพราะกำลังตกอยู่ในกับดักที่เรียกว่า “Lifestyle Inflation” โดยไม่รู้ตัว

Lifestyle Inflation คืออะไร และทำไมถึงอันตราย?

Lifestyle Inflation คือการที่รายจ่ายของเราค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมีรายได้มากขึ้น หลายคนก็อยากให้ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นธรรมดา

จากเดิมที่เคยนั่งรถสองแถวไปทำงาน ก็เริ่มผ่อนมอเตอร์ไซค์ จากที่เคยอยู่ห้องพัดลม ก็เริ่มมองหาห้องแอร์ จากที่เคยใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมจนพัง ก็เริ่มเปลี่ยนเครื่องใหม่บ่อยขึ้น

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดเลย เพราะทุกคนมีสิทธิใช้เงินที่หามาได้เพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ บางครั้งรายจ่ายใหม่เหล่านี้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนวิ่งตามรายได้ทัน หรือบางครั้งอาจเพิ่มเร็วกว่ารายได้ด้วยซ้ำ ทำให้สุดท้ายแล้ว แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้น แต่เงินเก็บกลับไม่เพิ่มตามนั่นเอง

รู้จัก Lifestyle Inflation
Lifestyle Inflation คืออะไร ?

ทำไม Lifestyle Inflation ถึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว?

สิ่งที่น่าสนใจคือ Lifestyle Inflation ไม่ได้เกิดจากความฟุ่มเฟือยเสมอไป เพราะหลายครั้งมันเกิดจากความรู้สึกที่ว่า “เราทำงานหนักมาขนาดนี้ ก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้าง”

ยิ่งสำหรับคนที่ทำโอทีบ่อย ทำงานเป็นกะ หรือทำงานหนักมาตลอดทั้งปี เมื่อได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ก็มักรู้สึกว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเอง

นอกจากนี้ คนรอบตัวก็มีผลเช่นกัน เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ผ่อนมอเตอร์ไซค์คันใหม่ หรือย้ายไปอยู่ห้องที่ดีกว่า เราก็อาจเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองควรมีแบบนั้นบ้าง แม้จะไม่ได้ตั้งใจแข่งขันกับใคร แต่ความรู้สึกเหล่านี้สามารถค่อย ๆ ผลักดันให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ลองดูตัวอย่าง Lifestyle Inflation ในชีวิตจริง

สมมติว่าปีที่แล้วเรามีรายได้ 18,000 บาทต่อเดือน ปีนี้เงินเดือนเพิ่มเป็น 22,000 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้น 4,000 บาท ฟังดูเหมือนมีเงินเหลือมากขึ้น แต่ถ้าหากมีรายจ่ายส่วนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน เช่น

  • ย้ายจากห้องพัดลมไปเช่าห้องแอร์ จ่ายเพิ่ม 1,500 บาท
  • ผ่อนมอเตอร์ไซค์แทนนั่งรถสาธารณะ จ่ายเพิ่ม 1,800 บาท
  • ผ่อนโทรศัพท์เครื่องใหม่ จ่ายเพิ่ม 600 บาท
  • ค่าน้ำมันและค่าจอดรถ จ่ายเพิ่ม 500 บาท

รวมรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 4,400 บาทเท่ากับว่าเงินเดือนเพิ่มขึ้น 4,000 บาท แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น 4,400 บาท

ผลลัพธ์คือแม้รายได้จะมากขึ้น แต่เงินกลับเหลือน้อยลงกว่าเดิม นี่คือ Lifestyle Inflation ที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

Lifestyle Inflation ต่างจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่า Lifestyle Inflation ก็คือการใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่จริง ๆ แล้วสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คือการซื้อของที่เราเองก็รู้ว่าไม่จำเป็น แต่ตัดสินใจซื้อเพราะความอยากในช่วงเวลานั้น

ส่วน Lifestyle Inflation เป็นการที่มาตรฐานการใช้ชีวิตของเราค่อย ๆ สูงขึ้นทีละน้อย จากที่เคยอยู่ห้องเดือนละ 2,500 บาทได้ ก็เริ่มรู้สึกว่าต้องอยู่ห้อง 4,000 บาทถึงจะสบาย เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความเคยชิน เราจะไม่รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นทุกเดือน และนั่นคือเหตุผลที่ Lifestyle Inflation น่ากลัวกว่าการซื้อของฟุ่มเฟือยเพียงครั้งเดียวนั่นเอง

สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังติด Lifestyle Inflation อยู่

  • เงินเดือนเพิ่มทุกปี แต่เงินเก็บแทบไม่เพิ่ม
  • รายได้มากกว่าเมื่อก่อน แต่ยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้
  • ยอดผ่อนรวมเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น
  • ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน ทั้งที่ไม่ได้ซื้อของแพง
Lifestyle Inflation อันตราย
วิธีหยุด Lifestyle Inflation

วิธีหยุด Lifestyle Inflation โดยไม่ต้องใช้ชีวิตลำบาก

การจัดการ Lifestyle Inflation ไม่ได้แปลว่าต้องห้ามใช้เงิน หรือห้ามมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ต้องไม่ปล่อยให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่รายได้เพิ่มขึ้น

วิธีง่าย ๆ ที่ FINN อยากแนะนำเพื่อน ๆ ก็คือ เมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น ให้แยกเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งไปเก็บก่อนทันที

ตัวอย่างเช่น

หากเงินเดือนเพิ่มขึ้น 4,000 บาท

  • หักเก็บหรือออม 2,000 บาท
  • ใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตอีก 2,000 บาท

วิธีนี้จะช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตดีขึ้นตามที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ยังมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจริง ไม่ปล่อยให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นหายไปกับรายจ่ายใหม่ทั้งหมดอย่างเดียว

ปัญหา Lifestyle Inflation ไม่ได้เกิดจากการที่เราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ คือเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น แต่เงินเก็บกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม จนทำให้หลายคนติดอยู่ในวงจร “หาได้มากขึ้น แต่ก็ใช้มากขึ้น” โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นลองนำวิธีแก้ไขที่ FINN แนะนำไปปรับใช้กันดู นอกจากจะทำให้มีเงินเก็บเพื่ออนาคตได้ ยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตในปัจจุบันไปพร้อม ๆ กัน 

สำหรับคนที่ตอนนี้เผลอติดกับดักของ Lifestyle Inflation จนทำให้เงินไม่พอใช้ เดือนนี้มีบิลฉุกเฉินต้องจ่าย แต่ยังไม่ถึงวันเงินเดือนออก ก็สามารถเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของตัวเองมาใช้ผ่าน FINN ได้ https://go.finn-app.com/finnis0424 ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน อนุมัติไว ไม่มีค่าบริการ