ดอกเบี้ยเงินกู้คิดยังไง ? ทำไมกู้เท่ากันแต่จ่ายไม่เท่ากัน
สงสัยไหมว่าทำไมกู้เงินจำนวนเท่ากัน แต่ยอดผ่อนกลับไม่เท่ากัน ? มาทำความเข้าใจดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และวิธีเลือกสินเชื่อให้คุ้มก่อนตัดสินใจกู้ไปพร้อมกัน
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนกู้เงิน 100,000 บาทเหมือนกัน แต่ยอดที่ต้องผ่อนกลับไม่เท่ากัน บางคนผ่อนเดือนละไม่มากแต่จ่ายรวมสูงกว่า ขณะที่บางคนผ่อนต่อเดือนสูงกว่าเล็กน้อย แต่กลับใช้เงินคืนรวมต่ำกว่า ความแตกต่างนี้เกิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ และเงื่อนไขของสินเชื่อที่แต่ละแห่งกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน
หลายคนมักดูแค่วงเงินที่ได้รับ หรือดูเพียงยอดผ่อนต่อเดือน จนลืมพิจารณาดอกเบี้ยเงินกู้ และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการกู้เงิน ดังนั้นหากเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ย ก็จะสามารถเปรียบเทียบสินเชื่อได้อย่างถูกต้อง และเลือกทางเลือกที่เหมาะกับกำลังชำระของตัวเองได้มากขึ้น
วันนี้ FINN จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจว่าดอกเบี้ยเงินกู้คิดอย่างไร และเพราะเหตุใดการกู้เงินจำนวนเท่ากัน จึงอาจจ่ายคืนไม่เท่ากัน

ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร?
ดอกเบี้ยเงินกู้ คือค่าตอบแทนที่ผู้กู้จ่ายให้ผู้ให้กู้สำหรับการนำเงินมาใช้ล่วงหน้า โดยผู้กู้จะต้องชำระคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญา
อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ได้มีอัตราเดียวกันในทุกผลิตภัณฑ์ เพราะแต่ละสินเชื่อมี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ วิธีคิดดอกเบี้ย และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้นแม้จะกู้เงินจำนวนเท่ากัน ยอดที่ต้องจ่ายคืนก็อาจไม่เท่ากัน
ดังที่มีคำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่าก่อนตัดสินใจกู้เงิน ควรศึกษารายละเอียดของสินเชื่อให้ครบ ทั้งอัตราดอกเบี้ย วิธีคิดดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ไม่ควรพิจารณาเพียงตัวเลขดอกเบี้ย หรือยอดผ่อนต่อเดือนเท่านั้น
ทำไมกู้เท่ากัน แต่จ่ายไม่เท่ากัน?
1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แตกต่างกัน
สาเหตุแรกคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของแต่ละสถาบันการเงินไม่เท่ากัน รวมถึงสินเชื่อแต่ละประเภทก็มีอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อรถยนต์
ดังนั้นหากกู้เงินจำนวนเท่ากัน แต่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่างกัน ยอดที่ต้องชำระคืนรวมก็ย่อมแตกต่างกันตามไปด้วย
2. ระยะเวลาผ่อนมีผลต่อดอกเบี้ย
การเลือกผ่อนนาน จะช่วยให้ค่างวดต่อเดือนลดลง แต่โดยทั่วไปแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายรวมตลอดสัญญาจะสูงกว่าการผ่อนในระยะเวลาสั้น เพราะมีระยะเวลาคิดดอกเบี้ยนานกว่า
ตัวอย่างเช่น หากนาย A และนาย B กู้เงินคนละ 100,000 บาท นาย A เลือกผ่อน 3 ปี แม้ค่างวดต่อเดือนจะสูงกว่า แต่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้รวมต่ำกว่า ขณะที่นาย B เลือกผ่อน 6 ปี ค่างวดต่อเดือนลดลง แต่ยอดดอกเบี้ยรวมกลับสูงกว่าแม้กู้เงินเท่ากันก็ตาม
จะเห็นได้ว่าการดูเฉพาะค่างวดรายเดือนอาจทำให้เข้าใจผิดว่าถูกกว่า ทั้งที่เมื่อรวมดอกเบี้ย ตลอดสัญญาแล้ว อาจต้องจ่ายมากกว่าหลายหมื่นบาท

3. วิธีคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อไม่เหมือนกัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยอดชำระแตกต่างกัน คือวิธีคำนวณดอกเบี้ย ซึ่งสินเชื่อแต่ละประเภทอาจใช้หลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน เช่น การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ หรือการคิดดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ดังนั้นแม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะใกล้เคียงกัน แต่ยอดที่ต้องจ่ายจริงอาจแตกต่างกันได้
ก่อนกู้เงิน ควรดูอะไรบ้าง?
การเลือกสินเชื่อไม่ควรดูเฉพาะดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณารายละเอียดอื่นควบคู่กัน ได้แก่
- เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากหลายแหล่ง
- ดูยอดที่ต้องชำระรวมตลอดอายุสัญญา
- ตรวจสอบค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น
- เลือกระยะเวลาผ่อนให้เหมาะกับรายได้
- อ่านเงื่อนไขในสัญญาให้ครบก่อนตัดสินใจ
สรุปคือดอกเบี้ยเงินกู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้กู้แต่ละคนมีภาระชำระคืนแตกต่างกัน แม้จะกู้เงินจำนวนเท่ากันก็ตาม เพราะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ วิธีคิดดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขของสินเชื่อแต่ละประเภท ดังนั้นก่อนตัดสินใจกู้เงิน ควรเปรียบเทียบข้อมูลจากสถาบันทางการเงินหลากหลายแห่ง อ่านรายละเอียดสัญญาให้ครบถ้วน และเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับกำลังชำระของตนเอง เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงก่อนเงินเดือนออก แต่ไม่ได้ต้องการสร้างภาระหนี้ใหม่ อีกหนึ่งทางเลือกคือ เบิกเงินเดือนส่วนที่ทำงานไปแล้วกับ FINN https://go.finn-app.com/finnis0424 มาใช้ก่อนได้ ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้สามารถจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็นเฉพาะหน้าได้ โดยไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตนั่นเอง