เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย บริการ Paylater ใช้อย่างไรให้ไม่ส่งผลเสียในระยะยาว
ชอบซื้อก่อนจ่ายทีหลังต้องอ่าน! บริการ Paylater คืออะไร ? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียการใช้บริการ Paylater และวิธีการใช้ไม่ให้ส่งผลกระทบ หรือเกิดผลเสียต่อการเงินในระยะยาว

ในยุคที่การจับจ่ายใช้สอยออนไลน์เป็นเรื่องปกติ หลายคนคงเคยเห็นฟีเจอร์ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือที่เรียกว่า Paylater ปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชันช้อปปิ้งยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Spaylater Shopee, Lazada , Tiktok Paylater , LINE Shopping หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ บริการนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยด้านการเงินที่กำลังมาแรง เพราะให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้ทันที แม้ยังไม่มีเงินสดอยู่ในมือ
ทั้งนี้แม้ว่าบริการ Paylater จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และเข้าถึงง่าย แต่ก็แฝงมาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเงิน หากไม่มีการวางแผนการใช้อย่างเหมาะสม ในบทความนี้ FINN จึงจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าบริการ Paylater คืออะไร มีข้อดีอย่างไร และควรใช้อย่างไรจึงจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงินในระยะยาว เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายเกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นนั่นเอง
บริการ Paylater คืออะไร ?
Paylater คือบริการทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” โดยไม่ต้องชำระเงินทันทีในวันที่ทำรายการซื้อสินค้า โดยปกติแล้วผู้ใช้จะได้รับวงเงินที่กำหนดล่วงหน้า และสามารถเลือกผ่อนชำระเป็นงวด หรือจ่ายเต็มจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 15 วัน หรือ 30 วัน
บริการ Paylater มักถูกนำเสนอโดยบริษัทฟินเทคหรือสถาบันทางการเงิน ร่วมกับแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ โดยจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ใช้งานเบื้องต้น เช่น ประวัติการชำระเงิน รายได้ หรือพฤติกรรมการใช้งานก่อนจะอนุมัติวงเงินให้ โดยลักษณะสำคัญของบริการดังกล่าว ได้แก่
- ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- ได้รับการอนุมัติรวดเร็วผ่านแอปฯที่ใช้งาน
- มีระยะเวลาผ่อนชำระแบบปลอดดอกเบี้ย (ตามเงื่อนไข)
- สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าภายในแพลตฟอร์มที่ร่วมรายการ
อย่างไรก็ตามการใช้บริการนี้ยังมีค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าปรับกรณีผิดนัดชำระเงิน ซึ่งผู้ใช้ควรศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้ Paylater เพื่อป้องกันภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อดีของบริการ Paylater คืออะไร ?
บริการ Paylater เป็นบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนที่ต้องการความคล่องตัวทางการเงิน และยังไม่พร้อมจ่ายเงินเต็มจำนวนในทันที ซึ่งข้อดีของบริการนี้นั้นหลัก ๆ แล้ว มีดังต่อไปนี้
1. ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
ผู้ใช้งานสามารถซื้อของที่จำเป็นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเงินเดือนออก หรือใช้เงินก้อนใหญ่ ช่วยให้จัดการค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นในช่วงเวลาจำเป็น
2. ไม่ต้องใช้บัตรเครดิตก็สามารถผ่อนชำระได้
หลายคนอาจไม่มีบัตรเครดิต หรือไม่อยากเสี่ยงในการใช้บัตร บริการ Paylater จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องมีเอกสาร หรือเครดิตสกอร์ที่สูง
3. สมัครง่าย อนุมัติไว ใช้งานได้ทันที
ขั้นตอนการสมัครมักจะทำผ่านแอปพลิเคชัน ใช้เวลาน้อย และสามารถทราบผลอนุมัติได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที
4. ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีดอกเบี้ย (ในบางกรณี)
หลายบริการ Paylater มักจะมีโปรโมชั่น “ปลอดดอกเบี้ย” หากชำระภายในกำหนด เช่น 30 วัน หรือมีแผนผ่อน 0% ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
5. เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า
ช่วยให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องการทันที โดยไม่ต้องพลาดโอกาสจากข้อจำกัดเรื่องเงินสด เช่น โปรโมชั่น หรือสินค้าจำนวนจำกัด
แม้ว่าบริการ Paylater จะมาพร้อมกับข้อดีหลายประการ แต่การใช้อย่างไม่ระมัดระวังอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินได้ ดังนั้นควรใช้อย่างมีวินัย และทำความเข้าใจในข้อกำหนดของแต่ละผู้ให้บริการอย่างถี่ถ้วน

ข้อเสียของบริการ Paylater คืออะไร ?
อย่างที่กล่าวถึงไปแล้วว่าแม้ว่าบริการ Paylater จะเป็นตัวช่วยทางการเงินที่สะดวก และเข้าถึงง่าย แต่การใช้บริการนี้โดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลเสียต่อสถานะทางการเงินในระยะยาวได้เช่นกัน โดยข้อควรระวังที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจใช้บริการ Paylater จะมีดังต่อไปนี้
1. เสี่ยงต่อการใช้จ่ายเกินตัว
การซื้อสินค้าด้วยแนวคิด “จ่ายทีหลัง” อาจทำให้หลายคนเผลอใช้จ่ายเกินงบประมาณ โดยเฉพาะหากมีการใช้หลายรายการพร้อมกัน ซึ่งนำไปสู่ภาระหนี้สะสมโดยไม่รู้ตัว
2. มีค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และค่าปรับ
แม้บางผู้ให้บริการ Paylater จะมีโปรโมชั่นผ่อน 0% แต่หากผิดนัดชำระหรือจ่ายเกินกำหนด ก็อาจต้องเจอกับดอกเบี้ยสูงหรือค่าปรับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. จำกัดการใช้งานเฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ
บริการ Paylater มักใช้ได้เฉพาะแพลตฟอร์ม หรือร้านค้าที่มีข้อตกลงกับผู้ให้บริการเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถนำวงเงินไปใช้จ่ายอย่างอิสระเหมือนบัตรเครดิต
4. ไม่เหมาะกับผู้ไม่มีวินัยทางการเงิน
หากไม่สามารถบริหารรายรับรายจ่ายได้ดี Paylater อาจกลายเป็นกับดักหนี้สิน เพราะแม้จะผ่อนจ่ายได้ แต่สุดท้ายอาจกลายเป็นหนี้เรื้อรังที่สะสมจนจ่ายไม่ไหว

Paylater แสดงในเครดิตบูโรหรือไม่ ?
โดยทั่วไปแล้ว Paylater ไม่แสดงในเครดิตบูโรเพราะผู้ให้บริการบางรายไม่ได้ส่งข้อมูลการใช้งานเข้าสู่ระบบของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แต่แม้ว่า Paylater จะไม่แสดงในรายงานเครดิตเหมือนสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลต่อการยื่นกู้สินเชื่อจากธนาคารในอนาคต เพราะเมื่อยื่นขอสินเชื่อ เช่น กู้บ้าน กู้รถ หรือขอวงเงินบัตรเครดิต ธนาคารจะพิจารณา Statement ย้อนหลังอย่างละเอียด หากพบว่ามีรายการใช้ Paylater เป็นประจำ หรือผ่อนสินค้าในหลายรายการพร้อมกัน อาจทำให้ธนาคารประเมินว่าเรามีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือนมากขึ้น
ใช้บริการ Paylater อย่างไร ไม่ให้เกิดผลเสียในระยะยาว ?
- ใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
- ตรวจสอบเงื่อนไขการใช้บริการให้ละเอียด
- ไม่ควรใช้ซื้อของหลายรายการพร้อมกัน
- ทำการตั้งเตือนวันครบกำหนดชำระทุกครั้ง
- ทำรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน
- วางแผนการเงินทั้งระยะสั้น-ระยะยาว
เพียงเท่านี้ก็จะสามารถใช้บริการ Paylater โดยที่ไม่ส่งผลเสียทางการเงินในระยะยาวได้แล้ว แต่ทั้งนี้สำหรับใครที่ไม่อยากใช้บริการ Paylater เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถมีวินัยในการใช้จ่ายได้มากแค่ไหน เมื่อมีของจำเป็นที่ต้องซื้อแต่เงินสดไม่พอจ่าย ก็สามารถเบิกเงินเดือนล่วงหน้า กับ FINN มาใช้ก่อนได้ https://go.finn-app.com/finnis0424 ไม่ต้องผ่อนจ่าย ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน